ประเภทของน้ำมันเครื่อง มีกี่แบบ? เลือกให้ถูก เครื่องยนต์อยู่ได้นานกว่า

น้ำมันเครื่องมีหลายประเภท และการเลือกใช้น้ำมันเครื่องให้ถูกต้องมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ทั่วไป รถกระบะ เครื่องยนต์ดีเซล หรือรถไถการเกษตร
หลายคนมักถามว่า น้ำมันเครื่องมีกี่ประเภท และควรเลือกแบบไหนดี บทความนี้จะอธิบายครบทั้งการแบ่งตาม Base Oil, ค่า SAE (ความหนืด) และมาตรฐาน API เพื่อให้คุณเลือกได้ถูกสเปก
1. แบ่งตามกระบวนการผลิต (Base Oil)
การแบ่งประเภทของน้ำมันเครื่องที่สำคัญที่สุด คือการแบ่งตามน้ำมันพื้นฐาน (Base Oil)
- Mineral Oil (น้ำมันเครื่องธรรมดา)
- ราคาประหยัด
- เหมาะกับรถรุ่นเก่า
- เปลี่ยนถ่ายทุก 3,000–5,000 กม.
- เหมาะกับการใช้งานทั่วไปที่ไม่หนักมาก
- Semi-Synthetic (กึ่งสังเคราะห์)
- ทนความร้อนได้ดีกว่า Mineral
- เหมาะกับรถใช้งานประจำ
- เปลี่ยนถ่ายประมาณ 7,000–8,000 กม.
- เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าระหว่างราคาและประสิทธิภาพ
- Full Synthetic (สังเคราะห์แท้)
-สังเคราะห์ 100% โครงสร้างโมเลกุลสม่ำเสมอ
-ทนความร้อนสูง
-ไหลลื่นดีเยี่ยม
-เหมาะกับรถใหม่ เทอร์โบ หรือใช้งานหนัก
-เปลี่ยนถ่ายได้ 10,000–15,000 กม.
-ช่วยลดการสึกหรอและประหยัดน้ำมันมากกว่า
2. แบ่งตามชนิดเครื่องยนต์ (สำคัญมาก)
น้ำมันเครื่องต้องเลือกให้ตรงกับประเภทเครื่องยนต์
น้ำมันเครื่องเบนซิน : ดูมาตรฐาน API ตัวอักษรขึ้นต้นด้วย “S” เช่น API SP , API SN
น้ำมันเครื่องดีเซล : ดูมาตรฐาน API ตัวอักษรขึ้นต้นด้วย “C” เช่น API CI-4 , API CK-4
**โดยเฉพาะรถไถหรือเครื่องยนต์การเกษตรส่วนใหญ่เป็นดีเซล ควรเลือกกลุ่ม “C” เท่านั้น**
3. แบ่งตามความหนืด (SAE Grade)
ค่า SAE คือค่าความหนืดของน้ำมันเครื่อง เช่น 10W-30, 15W-40
- เกรดเดี่ยว (Monograde) เช่น SAE 40
เหมาะกับอุณหภูมิคงที่
- เกรดรวม (Multigrade) เช่น 10W-30, 15W-40
เลขหน้า W = ความหนืดตอนเครื่องเย็น
เลขหลัง = ความหนืดตอนเครื่องร้อน
ตัวอย่าง
15W-40 เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลงานหนัก
4. แบ่งตามลักษณะการใช้งาน
Heavy Duty > เหมาะกับรถบรรทุก รถไถ เครื่องยนต์งานหนัก
High Mileage > เหมาะกับรถที่วิ่งระยะสูง ช่วยลดการรั่วซึม
เลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรให้เหมาะกับรถคุณ?
ควรพิจารณา 3 อย่างหลัก
-ประเภท Base Oil
-ค่า SAE ตามคู่มือรถ
-มาตรฐาน API ให้ตรงเครื่องยนต์
** การเลือกน้ำมันเครื่องผิดประเภท อาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็ว กินน้ำมัน หรือเกิดคราบเขม่า **
สรุปประเภทของน้ำมันเครื่องสำคัญแค่ไหน?
การเข้าใจประเภทของน้ำมันเครื่องช่วยให้คุณเลือกได้ถูกต้อง ลดต้นทุนซ่อม และยืดอายุเครื่องยนต์ในระยะยาวไม่ว่าจะเป็น Mineral, Semi-Synthetic หรือ Full Synthetic รวมถึงการดูค่า SAE และ API ทุกอย่างมีผลต่อประสิทธิภาพเครื่องยนต์โดยตรงการเลือกให้ถูกสเปก คือการดูแลเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด


